//]]> //]]>

เช็คลิสต์ก่อนมีบัตรเครดิตใบแรกสำหรับมนุษย์เงินเดือน


เช็คลิสต์ก่อนมีบัตรเครดิตใบแรกสำหรับมนุษย์เงินเดือน
 

อยากทำบัตรเครดิตใบแรก มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ต้องดูอะไร มีข้อควรระวังอย่างไร ใช้แบบไหนจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

1.สำรวจตัวเอง 
สำรวจตัวเองก่อนเลย เรามีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่? มีหนี้สินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนไหม?

1.1 ฐานเงินเดือน 
ฐานเงินเดือนขั้นต่ำที่สุดที่สามารถสมัครบัตรเครดิตอยู่ที่ 15,000 บาท และต้องเป็นรายได้ประจำ

1.2 ระยะเวลาการทำงาน 
ต้องทำงานมาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะการยื่นเอกสารสมัครจำเป็นต้องยื่นสลิปเงินเดือนและ Statement

1.3 ประวัติการผิดนัด 
ต้องไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้มาก่อน

2.สำรวจเงื่อนไขของบัตรเครดิต 
เงื่อนไขของแต่ละบัตรเครดิต แต่ละธนาคารก็จะแตกต่างกันไป จุดสำคัญที่ต้องนึกถึงคือ

2.1 ค่าธรรมเนียม
บัตรนั้นมีค่าธรรมเนียม หรือไม่  ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า, ค่าธรรมเนียมการใช้บัตร, ค่าธรรมเนียมรายปี
บางบัตรจะมีเงื่อนไขว่าต้องใช้ขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงจะใช้ยกเว้นค่าธรรมเนียม

2.2 วันที่ต่างๆ
บัตรเครดิตจะมีวันที่ที่สำคัญอยู่ 2 วัน คือ วันสรุปยอดบัญชี กับ วันชำระเงิน
วันสรุปยอดบัญชีคือวันที่จะสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เราใช้ไปในแต่ละเดือน 
วันชำระเงินก็ตรงตัว คือวันที่เราต้องจ่ายเงิน
เช่น วันสรุปยอดบัญชีเป็นวันที่ 20 เดือนตุลาคม วันชำระเงินเป็นวันที่ 5 เดือนพฤศจิกายน
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 เดือนกันยายนจนถึงวันที่ 20 ตุลาคมจะถูกสรุปยอดบัญชีค่าใช้จ่าย  และเราต้องชำระเงินภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน   แต่หากเราชำระช้าหรือจ่ายแค่ขั้นต่ำ ก็จะต้องเสียดอกเบี้ย

2.3 อัตราดอกเบี้ย
สิ่งจำเป็นต้องรู้ ในกรณีที่เราจะจ่ายแค่ขั้นต่ำหรือ 10% ของยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากจ่ายไม่ครบจำนวน หรือจ่ายเงินล่าช้า  ทุกกรณีเราต้องเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด

สมมุติว่า เราซื้อโน้ตบุ๊คราคา 30,000 บาทในวันที่ 13 ตุลาคม หลังจากนั้นไม่ได้ใช้บัตรนั้นซื้ออะไรอีก
โดยวันสรุปยอดบัญชีเป็นวันที่ 20 เดือนตุลาคม วันชำระเงินเป็นวันที่ 5 เดือนพฤศจิกายน อัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี

ถ้าวันที่ 5 พฤศจิกายน เราเลือกจ่ายเต็มจำนวน 30,000 บาท เราจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยใด ๆ 

แต่หากเราเลือกจ่ายยอดขั้นต่ำ (10%ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 3,000 บาท
ถึงเราจะไม่ได้ใช้บัตรนั้นซื้ออะไรอีก ในรอบบิลเดือนถัดไป เราจะต้องเสียดอกเบี้ยตามสูตรคำนวณนี้

(ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ยต่อปี จำนวนวันที่ค้างชำระ)
                                                 365
โดยธนาคารเจ้าของบัตรจะแยกคิดดอกเบี้ยเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 - ดอกเบี้ยในที่เกิดขึ้นก่อนวันสรุปยอดบัญชีเดือนตุลาคม
คือตั้งแต่วันที่เราซื้อสินค้า (13 ตุลาคม) จนถึงวันสรุปยอดบัญชี (20 ตุลาคม) ระยะเวลา 8 วัน
30,000 x 18% x8        = 118.36 บาท  
          365
ดอกเบี้ยในส่วนที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 118.36 บาท

ส่วนที่ 2 - ดอกเบี้ยที่เกิดหลังวันสรุปยอดบัญชีถึงก่อนวันชำระเงิน
หลังวันสรุปยอดบัญชี 1 วัน (21 ตุลาคม) ถึงวันก่อนชำระเงิน (4 พฤศจิกายน) ระยะเวลา 15 วัน
30,000 x 18% x 15              = 221.92 บาท
           365
ดอกเบี้ยในส่วนที่ 2 เป็นจำนวน 221.92 บาท
 
ส่วนที่ 3 - ดอกเบี้ยจากยอดคงค้างจากวันที่ชำระเงินถึงวันสรุปยอดบัญชีเดือนถัดไป
วันที่รับชำระเงิน  (5 พฤศจิกายน) ถึงวันสรุปยอดบัญชีเดือนถัดไป (20 พฤศจิกายน)
27,000 x 18% x 16   =  213.04  บาท
           365
ดอกเบี้ยในส่วนที่ 3 เป็นจำนวน 213.04 บาท

รวมแล้วดอกเบี้ยทั้งหมดที่เราต้องจ่าย 118.36 + 221.92 + 213.04 =  553.32 บาท  

ดังนั้น กรณีที่เราจ่ายยอดขั้นต่ำ 10% ในวันที่ 5 พฤศจิกายน
ในวันสรุปยอดบัญชีเดือนถัดไป (20 พฤศจิกายน) จะมียอดเรียกเก็บ
27,000 (ยอดค้างชำระ) + 553.32 (ดอกเบี้ย) = 27,553.32 บาท

แต่ถ้าเราชำระเงินเต็มจำนวนตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน ธนาคารก็ไม่สามารถเก็บค่าดอกเบี้ยในส่วนนี้ได้

ถ้าใครขี้เกียจคิดก็จำไว้ง่ายๆ ฉลาดคิด ฉลาดใช้ จ่ายเต็มจำนวนแค่นี้เราก็ไม่ต้องมาคำนวณดอกเบี้ยให้ปวดหัว
 
3.เลือกบัตรที่ใช่ 
โดยทั่วไป บัตรเครดิตจะให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน ทั้งแบบที่เป็นคะแนนสะสม Gift Voucher  เครดิตเงินคืน  หรือแบบสะสมไมล์สายการบินต่างๆ โดยเราสามารถเลือกแบบที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเรา เช่น หากเราชอบซื้อของที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้า ก็อาจเลือกบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นส่วนลดการซื้อสินค้าที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างที่เราจับจ่ายเป็นประจำ หรือถ้าเราเดินทางบ่อย อาจจะเลือกใช้แบบที่สะสมไมล์ได้ หรือมีสิทธิพิเศษหลากหลายสำหรับนักเดินทาง

Checklist ทั้ง 3 ข้อก็เป็นข้อมูลให้มือใหม่ในการเริ่มสมัครบัตรเครดิตว่ามีจุดไหนที่ต้องคำนึงก่อนจะสมัครบัตร
เพราะที่จริงแล้ว บัตรเครดิตถ้าเราใช้ด้วยความมีสติ ฉลาดคิด และฉลาดใช้ ก็ไม่มีปัญหา กลับจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือบัตรเครดิตได้อีก

งั้นเรามาดูกันว่าเจ้าบัตรเครดิตเนี่ยสามารถให้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

1.จ่ายรายจ่ายประจำได้ส่วนลด
หากคุณมีรายจ่ายที่ต้องเสียทุกเดือน เช่น ค่าโทรศัพท์ , ค่าอินเทอร์เน็ต , ค่าเติมบัตรรถไฟฟ้า BTS ถ้าเราเลือกบัตรเครดิตประเภทที่ได้เงินคืน เราก็จะได้ส่วนลดนิดๆ หน่อยๆ แต่ถ้ารวมเป็นปีมันก็ได้เยอะอยู่นะ

2.สะสมแต้ม ได้เงินคืน
บัตรเครดิตจะมีผลตอบแทนทั้งแบบที่เป็นคะแนนสะสม , แลกของ , เครดิตเงินคืน เช่น ทุกๆ การใช้จ่าย 25 บาทจะได้แต้ม 1 แต้ม ทุกๆ 1000 แต้มจะใช้แทนเงินสดได้ 100 บาท
ตรงนี้แหละ ที่เป็นประโยชน์กับเรา ถ้าเราจ่ายผ่านบัตรเครดิตเอาแต้ม แล้วค่อยเอาเงินสดจ่ายค่าบัตรอีกที เท่านี้เราก็จะได้เงินคืนมา หรือเราจะเอาแต้มไปแลกของใช้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าได้อีกด้วย

3.สร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง
ถ้าเรามีบัตรเครดิต เราก็จะมีข้อมูลในประวัติการชำระหนี้ ถ้าเราชำระหนี้ตรงเวลาเสมอ ในอนาคต หากเราจะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือซื้อรถ ข้อมูลตัวนี่แหละ จะช่วยให้เรากู้เงินผ่านง่ายกว่าคนที่ไม่เคยมีข้อมูลมาก่อนด้วย

‘บัตรเครดิต’ จะมีประโยชน์หรือไม่ อยู่ที่คนใช้ว่ามีวินัย ควบคุมตัวเองได้ดีมากแค่ไหน ถ้าจ่ายครบ จ่ายตรงเวลา ฉลาดใช้ ก็ไม่มีปัญหา แถมได้ประโยชน์กลับมาอีกต่างหาก

 
ส่งบทความให้เพื่อน
อีเมลเพื่อน
อีเมลผู้ส่ง

บทความที่น่าสนใจ

+อ่านบทความอื่นๆ

Mastercard The 1 Central Group